บทที่11 นี่มันอะไรกัน?!

by อี้อี้ 14:26,Mar 13,2022
หยางจิ้งเอินยังคงมึนงง เกาะแขนของซูหนิงซีไว้ ยิ้มพลางถามว่า“หนิงซี หนุ่มน้อยผู้นี้เป็นใคร?คนรักของเจ้ารึ?ช่างหยิ่งนัก เป็นพวกไหนกัน?”

ซูหนิงซีพยายามดึงมือหยางจิ้งเอินออก พร้อมยิ้มให้กับไป๋หลี่จิ่นเล็กน้อย “ท่านมาได้อย่างไร……”

“หากข้าไม่มา พวกเจ้าคงล้ำหน้ากันไปถึงขั้นไหนแล้ว?”

ไป๋หลี่จิ่นสีหน้าดุดัน

ซูหนิงซีไม่ตอบคำถามนี้ แต่หยางจิ้งเอินผู้ไม่กลัวตายตอบแทนว่า“เจ้ารู้ได้อย่างไร?ว่าข้าสองคนกำลังล้ำหน้าไปไกลมากแล้ว”

ไป๋หลี่จิ่นสีหน้าเย็นชาราวกับธารน้ำแข็งกำลังพังทลาย บรรยากาศอึดอัดเป็นที่สุด

ในนี้กลิ่นดินปืนแรงมาก ซูหนิงซีหยิบชาเย็นๆบนโต๊ะสาดเข้าไปที่หน้าของหยางจิ้งเอิน “จิ้งเอินเจ้าตื่นได้แล้ว”

การกระทำของซูหนิงซีทำให้ไป๋หลี่จิ่นรู้สึกดีขึ้นเล็กน้อย เขาเอื้อมมือออกไปดึงนางมาด้านหลัง ถามย้อนคำพูดของหยางจิ้งเอิน :“ข้าเป็นพวกไหน?”

หลังจากถูกสาดด้วยน้ำชา หยางจิ้งเอินได้สติเล็กน้อย

เขาเวียนหัวอยู่ครู่หนึ่ง เอามือสองข้างเท้าลงบนโต๊ะ เงยหน้ามองไป๋หลี่จิ่น

“ทะ ท่านอ๋อง?”

สีหน้าหยางจิ้งเอินตกใจมาก

เมื่อนึกถึงเรื่องที่ตนทำไว้เมื่อครู่ หยางจิ้งเอินมองซูหนิงซีด้วยความระมัดระวัง “หนิงซี เมื่อครู่……ข้าไม่ได้เอ่ยอันใดที่ไม่ควรเอ่ยใช่หรือไม่?”

ตอนนี้ทั่วทั้งเมืองหลวงไม่มีผู้ใดไม่รู้ว่า ไป๋หลี่จิ่นและซูหนิงซีมีความสัมพันธ์เช่นใด

เรื่องราวความรักของทั้งสองแพร่สะพัดไปทั่วทั้งเมืองหลวง ตอนนี้หากนักเล่านิทานในโรงน้ำชาทั่วทั้งเมืองหลวง ไม่ได้เล่าเรื่องนี้ก็คงนับว่าเชยมาก

ทั้งๆที่มีผู้คอยหนุนหลังเช่นนี้ ซูหนิงซียังบอกว่าตนเป็นเพียงผักกาดขาว[1]ไม่มีผู้ใดคอยดูแลอีก

เมื่อครู่เป็นเพราะกำลังมึนงง จึงคิดไปว่าคนที่พบเจอเป็นเพียงชาวบ้านทั่วไป ไม่ทันได้นึกถึงเรื่องระหว่างซูหนิงซีและไป๋หลี่จิ่น

“น่าจะไม่มีนะ”

ซูหนิงซียิ้มแห้ง เอื้อมมือไปดึงแขนเสื้อไป๋หลี่จิ่นเพื่อส่งสัญญาณให้ดับไฟ

เพราะการกระทำของซูหนิงซี ทำให้ไป๋หลี่จิ่นลดโทสะลงเล็กน้อย

อย่างไรก็ตามใบหน้าของเขายังคงเต็มไปด้วยความโกรธและเสียงของเขาก็ยังคงเย็นชา“พวกเจ้าเพียงพบหน้ากันครั้งแรก แต่กลับดูคุ้นเคยกับไอ้หน้าอ่อนนี่ถึงเพียงนี้?”

รูปร่างสูงขาว แต่งกายด้วยอาภรณ์ขาว หากไม่ใช่ไอ้หน้าอ่อนแล้วจะเป็นอะไรได้?

“ท่านรู้ได้อย่างไรว่าพวกข้าพบกันครั้งแรก?”

ซูหนิงซีขมวดคิ้ว“ท่านสั่งคนติดตามข้าหรือ?”

ไป๋หลี่จิ่นตะลึงงัน คิดไม่ถึงว่านางจะเอ่ยประโยคนี้ เขารู้สึกผิดไปครู่หนึ่ง รีบหลบตาไม่กล้าสบตาซูหนิงซี พลางปฏิเสธ“แน่นอนว่าไม่ใช่ ข้าไม่ทำเรื่องต่ำทรามเช่นนี้หรอก?”

เป็นน้องสาวเจ้าต่างหากที่ตามเจ้า ไม่ใช่ข้า……

เสียงเฮยเย่าไอแค่กๆอยู่ด้านนอกประตู

ท่านอ๋อง ท่านต่ำทรามหรือไม่นั้น ใจท่านไม่รู้เลยหรือไร?

“ข้ากับท่านเป็นอันใดกัน เหตุใดต้องติดตามข้าด้วย?”

ซูหนิงซีถามด้วยสีหน้าเย็นชา

เดิมทีครั้งนี้มาเพื่อจับผิด แต่คิดไม่ถึงว่าเรื่องราวจะกลับกลายเป็นเช่นนี้ กลายเป็นซูหนิงซีที่ตั้งคำถาม เขารู้สึกผิดที่จะตอบหรือ?

สถาณการณ์เช่นนี้ไป๋หลี่จิ่นไม่ควรที่จะออกตัว

เมื่อเห็นความเย็นชาของซูหนิงซี สีหน้าไป๋หลี่จิ่นก็ยิ่งเฉยชา พลางพูดด้วยน้ำเสียงเย็นเฉียบว่า “บัดนี้ไม่ว่าจะหญิงชราอายุเก้าสิบ หรือเด็กน้อยอายุสามขวบ ต่างรู้ดีถึงความสัมพันธ์ของเจ้าและข้า เหตุใดเจ้าจึงไม่ยอมรับ?”

ช่างเจ็บปวดใจนัก

“ข้าและท่านไม่มีอันใดเกี่ยวข้องกันเลยสักนิด ข้าไม่ยอมรับ!”

ซูหนิงซีพูดด้วยความร้อนรน เพียงประโยคเดียวสีหน้าของไป๋หลี่จิ่นพลันเปลี่ยนสีโกรธเคือง

หยางจิ้งเอินผู้ที่ยืนอยู่ข้างๆดูการทะเลาะของทั้งสองอยู่กำลังครุ่นคิด เฮยเย่ายืนดูเพื่อความสนุกสนานสีหน้าแอบสงสาร

ไหนว่าไม่ได้คิดอะไร เห็นได้ชัดว่าเป็นการทะเลาะกันของคู่รัก

หยางจิ้งเอินแอบเหลือบมองเฮยเย่า ส่งสัญญาณทางปาก ให้เขาพาไป๋หลี่จิ่นออกไปก่อน

หากปล่อยไว้ จะกลายเป็นความเสียหายต่อทั้งสองได้

ในสถาณการณ์ตอนนี้ เห็นได้ชัดว่าเซียงอ๋องมีใจแต่เทพธิดาไร้ความรู้สึก[2]

หยางจิ้งเอินจึงพร้อมจะเป็นผู้เฒ่าใต้แสงจันทร์[3] บันดาลรักให้กับเขาทั้งสอง

เฮยเย่าเข้าใจถึงเจตนาของหยางจิ้งเอิน พยักหน้ารับอย่างไม่สงสัย กล่าวว่าฝ่าบาทเรียกตัวท่านอ๋องเขาเฝ้าเดี๋ยวนี้ มีเรื่องเร่งด่วนต้องการหารือ

ไป๋หลี่จิ่นผู้โกรธเคืองไม่คิดอะไรมากจึงตามเฮยเย่าไป เขามองไปที่ซูหนิงซีด้วยสายตาเศร้าสร้อยก่อนจากไปอีกครั้ง

หยางจิ้งเอินหดตัวลงชั่วขณะเพื่อลดบทบาทลงครู่หนึ่ง พลางเอ่ยส่งไป๋หลี่จิ่นด้วยรอยยิ้มขณะก้าวออกจากประตู “ท่านอ๋องเดินทางปลอดภัย ค่าใช้จ่ายทั้งหมดค่าจะจดเอาไว้ก่อนขอรับ!”

“ไสหัวไป!”

ไป๋หลี่จิ่นหันมองด้วยสายตาไร้ซึ่งความปราณี พร้อมส่งสายตาข่มเหงแฝงความหมายว่า:เจ้าเด็กนี่รอข้าก่อนเถอะ!

……

เมื่อดูไป๋หลี่จิ่นที่จากไปด้วยความโกรธเคืองแล้ว หยางจิ้งเอินจึงเริ่มเกลี้ยกล่อมซูหนิงซีอย่างจริงจัง“หนิงซี ทำไมเจ้าดูท่าทีแปลกๆ ข้าคิดว่าเจ้าควรกล่าวขอโทษท่านอ๋องนะ”

หยางจิ้งเอินกล่าวอย่างจริงจังพลางดันซูหนิงซีออกจากประตู

ซูหนิงซีค่อยๆเดินมาถึงยังจวนเซ่อเจิ้งอ๋อง มองไปที่แผ่นป้ายประตูอันโอ่อ่า ไม่มีเหตุผลอันใดที่จะต้องหลีกหนี

จู่ๆนางก็หันหลังกลับ เสียงของไป๋หลี่จิ่นดังขึ้นจากเบื้องหลัง “ทำไม จวนอ๋องของข้ามีน้ำแรงและสัตว์ร้าย[4]หรือไร เดินมาถึงประตูใหญ่แล้วยังไม่อยากที่จะเข้ามานั่งดีๆหรือว่าจวนของข้านั้นทรุดโทรม เหมือนว่าไม่มีชาดีๆให้เจ้าดื่ม"

ซูหนิงซีกัดฟันหันกลับมาอย่างช้าๆฝืนยิ้มพร้อมเอ่ยว่า“ท่านอ๋องทรงล้อเล่นแล้ว”

ไป๋หลี่จิ่นพลางถอนหายใจ หันหลังเดินกลับเข้าไปในจวน

ซูหนิงซียืนอยู่กับที่ ในใจแอบคิดอยากที่จะจากไป และรู้สึกมัวหมองขึ้นมาเล็กน้อย

กำลังคิดจะก้าวเท้าเข้าไป แต่เจ้าบ้านยังมิได้เอ่ยชวน หากตัดสินใจเดินเข้าไปเอง มิกลับกลายให้เป็นที่นินทาอีกหรือ?

ขณะที่ลังเลอยู่นั้น ไป๋หลี่จิ่นหันกลับมาอีกครั้ง แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียเย็นชาว่า “ยังไม่รีบเข้ามาอีก เจ้าจะรอสร้างประติมากรรมหินนอกประตูหรือ?”

แม่ง!

นี่ต่างอะไรจากการหันกลับมาเพื่อเรียกนางว่าสุนัขเฝ้าประตู

ซูหนิงซีเหลือบมองไปที่สิงโตหินอันงดงามสองตัวที่นั่งอยู่ที่ประตูจวน นางกัดฟันด้วยความโกรธ

มองดูแผ่นหลังอันหยาบคายของไป๋หลี่จิ่น แทบทนไม่ไหวอยากจะทุบเจ้าหัวหมูนี่ซะ

“รู้ดีว่ากวนโมโห ข้าต้องใจเย็นเข้าไว้”

ซูหนิงซีสูดหายใจเข้าลึกๆ เมื่อรู้สึกดีขึ้น จึงเดินเข้าไปยังจวนเซ่อเจิ้งอ๋องอย่างจริงจัง

เฮยเย่าอธิบายเสียงเบาๆอยู่ด้านข้าง “คุณหนูซู ท่านอ๋องของข้าเกรงว่าท่านจะยืนตากแดดขณะอยู่นอกประตู วันนี้แดดแรงมากขอรับ!”

“ท่านทุบตีเขาอยู่ด้านออกอาจจะเป็นที่ขบขันได้ คุณหนูเป็นที่เลื่องลือด้านความดุร้าย เมื่ออยู่ในจวนอ๋องนี้ ท่านจะทุบตีอย่างไร ท่านอ๋องของข้าก็ไม่หือ ยอมเป็นผู้ใต้บัญชาด้วยความเต็มใจขอรับ”

ซูหนิงซีทำท่าม้วนแขนเสื้อขึ้น เตรียมพร้อมไล่ทุบไป๋หลี่จิ่น แต่เมื่อเห็นแม่นางชุดเขียวเดินออกมาจากโถงใหญ่และเมื่อเห็นไป๋หลี่จิ่นจึงร้องขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน“ท่านอ๋อง ท่านไปทำอันใดมา เหตุใดจึงให้ผู้อื่นรอเช่นนี้!”

เมื่อเอ่ยจบ ไป๋หลี่จิ่นดึงนางเข้ามาใกล้

ซูหนิงซีสองตาเบิกกว้าง นี่มันอะไรกัน?!


เชิงอรรถ
[1]ผักกาดขาว เป็นคำเปรียบเปรย โดยผักกาดขาวยามเพาะปลูกบางครั้งจะถูกปล่อยทิ้งเน่าคาแปลงผัก จึงเปรียบเสมือนการไม่มีผู้ใดสนใจทิ้งขว้างไม่ดูแล

[2]เซียงอ๋องมีใจแต่เทพธิดาไร้ความรู้สึก เป็นสุภาษิตจีนอุปมาความรักที่ไม่สมหวัง เซียงอ๋องที่หลงรักเทพธิดาและไล่ตามความรักอย่างจริงจัง แต่เทพธิดาไม่มีใจให้แก่เขา

[3]ผู้เฒ่าใต้แสงจันทร์ คือ กามเทพผู้บันดาลรักและการแต่งงานตามความเชื่อของชาวจีน

[4]น้ำเแรงและสัตว์ร้าย เป็นคำอุปมา เสมือนพบเจอภัยพิบัติน้ำท่วมใหญ่หลวงรวมถึงมีสัตว์ดุร้ายที่น่ากลัว


Unduh App untuk lanjut membaca

Daftar Isi

1