บทที่ 4 มีข้าอยู่ ไม่ต้องกลัวเขา
by อี้อี้
03:17,Mar 13,2022
ไป๋หลี่จิ่นหันกลับไปมอง เห็นเพียงแค่ซูหนิงซีตามมาด้วยสีหน้าที่เร่งรีบ
"ขอบคุณท่านอ๋องมากที่ช่วยชีวิตข้าไว้ในครานั้น หนิงซีรู้สึกซาบซึ้งเป็นที่สุด"
ซูหนิงซีสงบลมหายใจและย่อตัวลงคำนับไป๋หลี่จิ่น “เพื่อเป็นการขอบคุณท่านอ๋องที่ช่วยชีวิตข้าไว้ ข้าอยากจะเชิญท่านอ๋องทานอาหารสักมื้อ ไม่ทราบว่าท่านอ๋องจะมีเวลาว่างเมื่อไหร่เจ้าคะ”
คนที่กล้าชวนเขาทานอาหาร ซูหนิงซีคงเป็นคนแรก...
ไป๋หลี่จิ่นจับจ้องไปที่นางด้วยแววตาเรียบนิ่ง และไม่นานเขาก็ตอบกลับไป “พรุ่งนี้เถอะ”
เช้าวันรุ่งขึ้น ซูหนิงซีอ้างว่านางไม่สบาย ต้องการที่จะไปโรงหมอเพื่อรับยาโดยมีหลิ่วเอ๋อร์ติดตามไปด้วย นาง
เดินอย่างทะนงองอาจไปตามถนนด้วยความเฉิดฉาย
เมื่อคืนฝนตกกระหน่ำหนักทั่วเมืองหลวงตลอดทั้งคืน ซูหนิงซีคิดจัดการกับปัญหาใหญ่รอ เพียงแค่รู้สึกจิตใจสงบ ทุกสิ่งอย่างก็จะเป็นไปอย่างราบรื่นสบายตา
นางได้ทะลุมิติมาเป็นซูหนิงซี ในเมื่อสวรรค์ลิขิตยังไม่ให้นางตาย นางก็จะรักษาโอกาสครานี้ จะใช้ชีวิตที่มีอยู่เป็นอย่างดี และจะไม่ทำให้ตัวเองจมอยู่กับความเสียใจ
ซูหนิงซีไปยังสถานที่ที่นางได้นัดกับไป๋หลีจิ่นไว้ :หอสือเสิน
หอสือเสินเป็นร้านอาหารที่ดีที่สุดในเมืองหลวง ในตัวอาคารมีสามชั้น
ชั้นแรกเป็นชั้นที่ไว้สำหรับลูกค้าทั่วไป ชั้นที่สองสำหรับชนชั้นที่มีฐานะร่ำรวย ส่วนชั้นที่สามจะมีความพิเศษเฉพาะสำหรับลูกค้าที่มีฐานะร่ำรวยมั่งคั่งมียศถาบรรดาศักดิ์ ทั้งชั้นถูกแบ่งออกเป็นห้องส่วนตัวหลายสิบห้อง ทุกห้องถูกตกแต่งอย่างงดงามตระการตา
หน้าประตูทุกห้อง ไม่เพียงแต่จะมีหมายเลขห้องที่เป็นตัวเลขอารบิก แต่ยังมีเป็นภาษาอังกฤษอีกด้วย
เป็นการตกแต่งที่ดูทันสมัยและตระการตาเป็นอย่างมาก
แววตาของซูหนิงซีเป็นประกาย
ไป๋หลีจิ่นรอนางในห้องส่วนตัวที่สามอยู่ก่อนแล้ว และไม่รู้ว่าเฮยเย่าเพิ่งจะรายงานเหตุใดให้ทราบ ตอนนี้ภายในห้องส่วนตัวหมายเลขสามเต็มไปด้วยความรู้สึกอึมครึมและเคร่งเครียด
เมื่อเห็นซูหนิงซีเข้ามา เดิมทีใบหน้าที่ดูเย็นชาของไป๋หลีจิ่นกลับดูอ่อนโยนขึ้นมาเล็กน้อย “เชิญนั่งเถอะคุณหนูซู”
บรรยากาศอึมครึมภายในห้องส่วนตัวก็ค่อยๆจางไป
ซูหนิงซีนั่งอยู่ตรงหน้าของเขา นางมองร่างของไป๋หลี่จินด้วยแววตาที่กล้าหาญ
ในเมืองหลวงต่างพากันพูดว่าเซ่อเจิ้งอ๋องคือพญายมที่กลับชาติมาเกิด คนที่ดุร้าย แม้ว่าจะรูปงามจนไม่มีที่เปรียบและมีฐานะที่สูงส่งเพียงใด แต่ในอายุสามสิบปีแล้วยังไม่มีพระชายา หรือเซ่อเจิ้งอ๋องไม่ชอบผู้หญิง ไม่ก็...ไม่มีใครกล้าอภิเษกกับเขา
ซูหนิงซีมองไป๋หลี่จิ่นอย่างละเอียด เพียงรู้สึกว่าชายผู้นี้ช่างเป็นคนที่โชคดีเสียจริงที่เป็นที่โปรดปรานของสวรรค์
ไป๋หลีจิ่นกำลังรินชา เขาเอียงใบหน้าไปด้านข้างเพียงเล็กน้อย
ด้านข้างของเขาเป็นมุมอย่างเห็นได้ชัดใบหน้าเกลี้ยงเกลาและดูเย็นชา มองดูแล้วเหมือนพระจันทร์เสี้ยวที่น่าหลงใหลและดึงดูดสายตาผู้คน
ทุกส่วนบนใบหน้าเหมือนถูกแกะสลัก เหมือนมีออร่าโดดเด่นอย่างเห็นได้ชัด ความสมบูรณ์แบบเช่นนี้ ถ้าหากว่าอยู่ในศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ด คงฆ่าดาราที่ดังได้อย่างแน่นอน
เมื่อเห็นซูหนิงซีจ้องมองเขาโดยไม่ละสายตา ไป๋หลีจิ่นเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย “จ้องข้าพอหรือยังคุณหนูซู”
ซูหนิงซียิ้มแห้งพร้อมละสายตาของนางออกมา และเรียกพนักงานเข้ามา “ท่านอ๋องสั่งอาหารเถอะ”
เมื่อดูรายการอาหารที่ทันสมัยรวมถึงชื่ออาหารแต่ละจานในใบรายการอาหารที่นางถืออยู่ ซูหนิงซียิ่งดูก็ยิ่งรู้สึกแปลกใจ
เป็นไปได้หรือไม่ว่าพ่อครัวของหอสือเสิน ก็เป็นคนที่ทะลุมิติมาเหมือนกัน
หลังจากสั่งกุ้งมังกรเล็กผัดเผ็ดมาหนึ่งที่ หมูชุบแป้งทอดโรยเกลือและพริกไทย ไส้อ่อนผัดพริกเสฉวน และอาหารอื่นๆอีกสองสามอย่าง ซูหนิงซีก็รออย่างใจจดใจจ่อ
ระหว่างที่รอนั้น ซูหนิงซีจ้องมองไป๋หลีจิ่นอย่างซาบซึ้ง “หากไม่ได้ท่านอ๋องในครานั้น ข้าเกรงว่าตอนนี้หญ้าที่ขึ้นหลุมศพข้าคงสูงเป็นสองเมตรไปแล้ว”
“ไม่ต้องคิดมาก”
สีหน้าของเขาค่อยๆเปลี่ยนดูน่าเกรงขึ้น “องค์รัชทายาทไม่รู้ความ และข้าเองก็ได้ให้บทเรียนแก่เขาแล้ว เพียงแต่วันหลังคุณหนูซูต้องระมัดระวังและดูแลตัวเองดีๆ”
จวนท่านแม่ทัพภายนอกดูปรองดองและมีความสุข แต่หาเป็นอย่างนั้นไม่ ไป๋หลีจิ่นก็เห็นได้ชัดเช่นกัน
ซูหนิงซียิ้มอย่างซาบซึ้ง “ขอบพระทัยท่านอ๋องมากสำหรับความเป็นห่วง หนิงซีจะจำให้ขึ้นใจเลยเพคะ”
นัยน์ตาของไป๋หลีจิ่นดูซับซ้อน และพูดด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม “เจ้าไม่ต้องกังวลว่าต่อไปองค์รัชทายาทจะทำอะไรเจ้าได้อีก มีข้าอยู่ เขาไม่กล้าหรอก”
เป็นเวลานานแล้วที่ซูหนิงซีไม่ได้สัมผัสถึงการถูกปกป้อง
แม้จะเป็นเพียงประโยคง่ายๆ แต่กลับทำให้ซูหนิงซีรู้สึกสบายใจ ความรู้สึกของไป๋หลีจิ่นที่มีต่อผู้อื่นเช่นนี้ ถึงแม้ว่าผู้อื่นจะมองเขาเป็นดั่งภูเขาน้ำแข็ง แต่ซูหนิงซีรับรู้ถึงความอบอุ่นของเขา
ซูหนิงซีมองไป๋หลีจิ่นด้วยนัยน์ตาที่แดงก่ำ ทำให้ใจเขาคิดอยากที่จะปกป้องขึ้นมาทันที
อาหารของหอสือเสินถูกนำออกมาวางอย่างรวดเร็ว ซูหนิงซีนางดีดนิ้วเมื่อได้กลิ่นอาหารที่คุ้นเคย
นางปอกกุ้งแล้วนำเข้าปาก เนื้อกุ้งผสมผสานกับกลิ่นหอมของเหล้า รสชาติอาหารที่คุ้นเคยอร่อยจนทำให้นางอยากจะร้องไห้
นี่คือรสชาติของบ้านเกิด
เมื่อเทียบกับไป๋หลีจิ่นที่ทานอย่างสง่างาม ซูหนิงซีรู้สึกว่าตัวเองเหมือนปีศาจที่หิวโหยเพิ่งผุดขึ้นมาจากนรก
ไป๋หลีจิ่นมองดูท่าทางการกินของนาง นัยน์ตาของเขาแฝงด้วยรอยยิ้มเล็กน้อย แววตาราวกับดอกไม้ไฟ ไม่เฉยชา แปลกไปจากปกติ
หลังจากกินอิ่มและดื่มอย่างเต็มที่แล้ว ไป๋หลีจิ่นก็พานางกลับจวนแม่ทัพ
ซูหงเหว่ยยังไม่กลับมาจากพระราชวัง นางเฉียวใบหน้าที่ที่บวมเหมือนหัวหมู กำลังพูดคุยอยู่กับซูหนิงซาน
นางเฉียวแทบอยากจะเก็บตัวอยู่ภายในเรือนของตัวเองตลอดทั้งวัน ไม่อยากจะออกมาเพ่นพ่านด้วยสภาพใบหน้าที่บวมราวกับหัวหมูไปทุกหนแห่ง แต่เป็นเพราะเรื่องที่เกิดขึ้นของซูหนิงซาน นางจึงยอมเสียสละตัวเอง
“ท่านแม่ ทำไมจู่ๆท่านอ๋องถึงเข้ามาพัวพันกับเรื่องนี้ได้” ซูหนิงซานขมวดคิ้วอย่างไม่พอใจ “เขาเป็นคนช่วยชีวิตนางหญิงชั่วที่กระโดดน้ำในครานั้น ครั้งนี้ไม่เพียงแต่รับปากว่าจะช่วยนางเรื่องถอนหมั้น แต่นึกไม่ถึงเลยว่ายังให้ท่านเหิงเกอเกอขอโทษนางหญิงชั่วนั่นอีกด้วย ข้าละกลืนไม่เข้าคายไม่ออกเสียจริง"
“กลืนไม่เข้าคายไม่ออกอย่างไรหรือ”
นางเฉียวลำบากในการพูด มุมปากแตะลงที่แก้ม ด้วยความเจ็บปวดทำให้นางหยุดพูด นางหายใจเข้าลึกๆแล้วค่อยๆพูดออกมา “ข้ารู้สึกว่านางหญิงชั่วผู้นั้นเปลี่ยนไปอย่างกับคนละคนเลยทีเดียว”
“เพียงคำไม่กี่คำ นางก็ยอมยกเลิกการแต่งงานแล้ว”
นางเฉียวพูดอย่างช้าๆ ซูหนิงซานไม่ทนรอฟังคำพูดเหล่านั้น “ไม่ใช่ว่าข้าไม่ยินยอม แต่กลับนึกไม่ถึงว่านางจะถีบส่งท่านพี่เหิง เหมือนข้าเก็บของเหลือของนางอย่างเห็นได้ชัด”
“พูดเรื่องนี้ตอนนี้มันจะมีประโยชน์อะไร ถึงอย่างไรก็ตามตอนนี้มันก็เป็นอย่างที่เจ้าต้องการไม่ใช่หรือ”
นางเฉียวกลืนน้ำลายและพูดอย่างค่อยๆ “อีกอย่าง ข้าเองก็ไม่รู้ว่านางหญิงชั่วผู้นั้นทำบุญมาด้วยอะไร ท่านอ๋องถึงได้สนใจนาง ข้าเองก็พลอยถูกลงโทษไปด้วย”
หลังจากเหตุการณ์ครานั้นซูหงเหว่ยได้อธิบายกับนาง ดีแค่ไหนแล้วที่เขาลงมือทำด้วยตัวเอง หากให้เฮยเย่าเป็นคนทำ นางเฉียวเองก็เกรงว่าแม้แต่ชีวิตก็จะหาไม่
ในขณะที่แม่ลูกทั้งสองกำลังคุยกันอยู่นั้น ก็มีสาวใช้นางหนึ่งเดินเข้ามาอย่างเร่งรีบและเอนตัวเข้าไปกระซิบข้างหูนางเฉียวเพียงสองสามประโยค เฉียวซื่อก็ยืนขึ้นด้วยความตื่นเต้นดีใจ “จริงหรือ เจ้าเห็นแน่ชัดหรือไม่”
“หลังจากได้รับคำสั่งจากฮูหยิน พวกบ่าวก็เฝ้าอยู่ที่นั่นทั้งวัน เมื่อครู่ก็เห็นจริงๆนะเจ้าคะ ว่าคุณหนูใหญ่อยู่ด้วยกันกับกับชายผู้หนึ่ง เหมือนว่าชายผู้นั้นจะมาส่งนางกลับจวนเจ้าค่ะ”
สาวใช้รีบตอบกลับ “หากแต่ เพราะชายผู้นั้นยืนหันหลัง บ่าวเองก็ไม่กล้าเข้าไปใกล้ๆ ดังนั้นจึงเห็นไม่ชัดว่าลักษณะเป็นอย่างไรเจ้าค่ะ”
“แค่เห็นก็เพียงพอแล้ว ลักษณะเป็นเช่นไรก็คงไม่จำเป็น”
นางเฉียวดูมีชีวิตชีวาขึ้นมาทันที และไม่คำนึงถึงใบหน้าที่บวมราวกับหัวหมูที่ไม่สามารถไปพบปะผู้คนได้ นางพูดกับซูหนิงซานด้วยหน้าตาที่สดใส “ซานเอ๋อร์ โอกาสในการแก้แค้นของเรามาถึงแล้ว”
"ขอบคุณท่านอ๋องมากที่ช่วยชีวิตข้าไว้ในครานั้น หนิงซีรู้สึกซาบซึ้งเป็นที่สุด"
ซูหนิงซีสงบลมหายใจและย่อตัวลงคำนับไป๋หลี่จิ่น “เพื่อเป็นการขอบคุณท่านอ๋องที่ช่วยชีวิตข้าไว้ ข้าอยากจะเชิญท่านอ๋องทานอาหารสักมื้อ ไม่ทราบว่าท่านอ๋องจะมีเวลาว่างเมื่อไหร่เจ้าคะ”
คนที่กล้าชวนเขาทานอาหาร ซูหนิงซีคงเป็นคนแรก...
ไป๋หลี่จิ่นจับจ้องไปที่นางด้วยแววตาเรียบนิ่ง และไม่นานเขาก็ตอบกลับไป “พรุ่งนี้เถอะ”
เช้าวันรุ่งขึ้น ซูหนิงซีอ้างว่านางไม่สบาย ต้องการที่จะไปโรงหมอเพื่อรับยาโดยมีหลิ่วเอ๋อร์ติดตามไปด้วย นาง
เดินอย่างทะนงองอาจไปตามถนนด้วยความเฉิดฉาย
เมื่อคืนฝนตกกระหน่ำหนักทั่วเมืองหลวงตลอดทั้งคืน ซูหนิงซีคิดจัดการกับปัญหาใหญ่รอ เพียงแค่รู้สึกจิตใจสงบ ทุกสิ่งอย่างก็จะเป็นไปอย่างราบรื่นสบายตา
นางได้ทะลุมิติมาเป็นซูหนิงซี ในเมื่อสวรรค์ลิขิตยังไม่ให้นางตาย นางก็จะรักษาโอกาสครานี้ จะใช้ชีวิตที่มีอยู่เป็นอย่างดี และจะไม่ทำให้ตัวเองจมอยู่กับความเสียใจ
ซูหนิงซีไปยังสถานที่ที่นางได้นัดกับไป๋หลีจิ่นไว้ :หอสือเสิน
หอสือเสินเป็นร้านอาหารที่ดีที่สุดในเมืองหลวง ในตัวอาคารมีสามชั้น
ชั้นแรกเป็นชั้นที่ไว้สำหรับลูกค้าทั่วไป ชั้นที่สองสำหรับชนชั้นที่มีฐานะร่ำรวย ส่วนชั้นที่สามจะมีความพิเศษเฉพาะสำหรับลูกค้าที่มีฐานะร่ำรวยมั่งคั่งมียศถาบรรดาศักดิ์ ทั้งชั้นถูกแบ่งออกเป็นห้องส่วนตัวหลายสิบห้อง ทุกห้องถูกตกแต่งอย่างงดงามตระการตา
หน้าประตูทุกห้อง ไม่เพียงแต่จะมีหมายเลขห้องที่เป็นตัวเลขอารบิก แต่ยังมีเป็นภาษาอังกฤษอีกด้วย
เป็นการตกแต่งที่ดูทันสมัยและตระการตาเป็นอย่างมาก
แววตาของซูหนิงซีเป็นประกาย
ไป๋หลีจิ่นรอนางในห้องส่วนตัวที่สามอยู่ก่อนแล้ว และไม่รู้ว่าเฮยเย่าเพิ่งจะรายงานเหตุใดให้ทราบ ตอนนี้ภายในห้องส่วนตัวหมายเลขสามเต็มไปด้วยความรู้สึกอึมครึมและเคร่งเครียด
เมื่อเห็นซูหนิงซีเข้ามา เดิมทีใบหน้าที่ดูเย็นชาของไป๋หลีจิ่นกลับดูอ่อนโยนขึ้นมาเล็กน้อย “เชิญนั่งเถอะคุณหนูซู”
บรรยากาศอึมครึมภายในห้องส่วนตัวก็ค่อยๆจางไป
ซูหนิงซีนั่งอยู่ตรงหน้าของเขา นางมองร่างของไป๋หลี่จินด้วยแววตาที่กล้าหาญ
ในเมืองหลวงต่างพากันพูดว่าเซ่อเจิ้งอ๋องคือพญายมที่กลับชาติมาเกิด คนที่ดุร้าย แม้ว่าจะรูปงามจนไม่มีที่เปรียบและมีฐานะที่สูงส่งเพียงใด แต่ในอายุสามสิบปีแล้วยังไม่มีพระชายา หรือเซ่อเจิ้งอ๋องไม่ชอบผู้หญิง ไม่ก็...ไม่มีใครกล้าอภิเษกกับเขา
ซูหนิงซีมองไป๋หลี่จิ่นอย่างละเอียด เพียงรู้สึกว่าชายผู้นี้ช่างเป็นคนที่โชคดีเสียจริงที่เป็นที่โปรดปรานของสวรรค์
ไป๋หลีจิ่นกำลังรินชา เขาเอียงใบหน้าไปด้านข้างเพียงเล็กน้อย
ด้านข้างของเขาเป็นมุมอย่างเห็นได้ชัดใบหน้าเกลี้ยงเกลาและดูเย็นชา มองดูแล้วเหมือนพระจันทร์เสี้ยวที่น่าหลงใหลและดึงดูดสายตาผู้คน
ทุกส่วนบนใบหน้าเหมือนถูกแกะสลัก เหมือนมีออร่าโดดเด่นอย่างเห็นได้ชัด ความสมบูรณ์แบบเช่นนี้ ถ้าหากว่าอยู่ในศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ด คงฆ่าดาราที่ดังได้อย่างแน่นอน
เมื่อเห็นซูหนิงซีจ้องมองเขาโดยไม่ละสายตา ไป๋หลีจิ่นเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย “จ้องข้าพอหรือยังคุณหนูซู”
ซูหนิงซียิ้มแห้งพร้อมละสายตาของนางออกมา และเรียกพนักงานเข้ามา “ท่านอ๋องสั่งอาหารเถอะ”
เมื่อดูรายการอาหารที่ทันสมัยรวมถึงชื่ออาหารแต่ละจานในใบรายการอาหารที่นางถืออยู่ ซูหนิงซียิ่งดูก็ยิ่งรู้สึกแปลกใจ
เป็นไปได้หรือไม่ว่าพ่อครัวของหอสือเสิน ก็เป็นคนที่ทะลุมิติมาเหมือนกัน
หลังจากสั่งกุ้งมังกรเล็กผัดเผ็ดมาหนึ่งที่ หมูชุบแป้งทอดโรยเกลือและพริกไทย ไส้อ่อนผัดพริกเสฉวน และอาหารอื่นๆอีกสองสามอย่าง ซูหนิงซีก็รออย่างใจจดใจจ่อ
ระหว่างที่รอนั้น ซูหนิงซีจ้องมองไป๋หลีจิ่นอย่างซาบซึ้ง “หากไม่ได้ท่านอ๋องในครานั้น ข้าเกรงว่าตอนนี้หญ้าที่ขึ้นหลุมศพข้าคงสูงเป็นสองเมตรไปแล้ว”
“ไม่ต้องคิดมาก”
สีหน้าของเขาค่อยๆเปลี่ยนดูน่าเกรงขึ้น “องค์รัชทายาทไม่รู้ความ และข้าเองก็ได้ให้บทเรียนแก่เขาแล้ว เพียงแต่วันหลังคุณหนูซูต้องระมัดระวังและดูแลตัวเองดีๆ”
จวนท่านแม่ทัพภายนอกดูปรองดองและมีความสุข แต่หาเป็นอย่างนั้นไม่ ไป๋หลีจิ่นก็เห็นได้ชัดเช่นกัน
ซูหนิงซียิ้มอย่างซาบซึ้ง “ขอบพระทัยท่านอ๋องมากสำหรับความเป็นห่วง หนิงซีจะจำให้ขึ้นใจเลยเพคะ”
นัยน์ตาของไป๋หลีจิ่นดูซับซ้อน และพูดด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม “เจ้าไม่ต้องกังวลว่าต่อไปองค์รัชทายาทจะทำอะไรเจ้าได้อีก มีข้าอยู่ เขาไม่กล้าหรอก”
เป็นเวลานานแล้วที่ซูหนิงซีไม่ได้สัมผัสถึงการถูกปกป้อง
แม้จะเป็นเพียงประโยคง่ายๆ แต่กลับทำให้ซูหนิงซีรู้สึกสบายใจ ความรู้สึกของไป๋หลีจิ่นที่มีต่อผู้อื่นเช่นนี้ ถึงแม้ว่าผู้อื่นจะมองเขาเป็นดั่งภูเขาน้ำแข็ง แต่ซูหนิงซีรับรู้ถึงความอบอุ่นของเขา
ซูหนิงซีมองไป๋หลีจิ่นด้วยนัยน์ตาที่แดงก่ำ ทำให้ใจเขาคิดอยากที่จะปกป้องขึ้นมาทันที
อาหารของหอสือเสินถูกนำออกมาวางอย่างรวดเร็ว ซูหนิงซีนางดีดนิ้วเมื่อได้กลิ่นอาหารที่คุ้นเคย
นางปอกกุ้งแล้วนำเข้าปาก เนื้อกุ้งผสมผสานกับกลิ่นหอมของเหล้า รสชาติอาหารที่คุ้นเคยอร่อยจนทำให้นางอยากจะร้องไห้
นี่คือรสชาติของบ้านเกิด
เมื่อเทียบกับไป๋หลีจิ่นที่ทานอย่างสง่างาม ซูหนิงซีรู้สึกว่าตัวเองเหมือนปีศาจที่หิวโหยเพิ่งผุดขึ้นมาจากนรก
ไป๋หลีจิ่นมองดูท่าทางการกินของนาง นัยน์ตาของเขาแฝงด้วยรอยยิ้มเล็กน้อย แววตาราวกับดอกไม้ไฟ ไม่เฉยชา แปลกไปจากปกติ
หลังจากกินอิ่มและดื่มอย่างเต็มที่แล้ว ไป๋หลีจิ่นก็พานางกลับจวนแม่ทัพ
ซูหงเหว่ยยังไม่กลับมาจากพระราชวัง นางเฉียวใบหน้าที่ที่บวมเหมือนหัวหมู กำลังพูดคุยอยู่กับซูหนิงซาน
นางเฉียวแทบอยากจะเก็บตัวอยู่ภายในเรือนของตัวเองตลอดทั้งวัน ไม่อยากจะออกมาเพ่นพ่านด้วยสภาพใบหน้าที่บวมราวกับหัวหมูไปทุกหนแห่ง แต่เป็นเพราะเรื่องที่เกิดขึ้นของซูหนิงซาน นางจึงยอมเสียสละตัวเอง
“ท่านแม่ ทำไมจู่ๆท่านอ๋องถึงเข้ามาพัวพันกับเรื่องนี้ได้” ซูหนิงซานขมวดคิ้วอย่างไม่พอใจ “เขาเป็นคนช่วยชีวิตนางหญิงชั่วที่กระโดดน้ำในครานั้น ครั้งนี้ไม่เพียงแต่รับปากว่าจะช่วยนางเรื่องถอนหมั้น แต่นึกไม่ถึงเลยว่ายังให้ท่านเหิงเกอเกอขอโทษนางหญิงชั่วนั่นอีกด้วย ข้าละกลืนไม่เข้าคายไม่ออกเสียจริง"
“กลืนไม่เข้าคายไม่ออกอย่างไรหรือ”
นางเฉียวลำบากในการพูด มุมปากแตะลงที่แก้ม ด้วยความเจ็บปวดทำให้นางหยุดพูด นางหายใจเข้าลึกๆแล้วค่อยๆพูดออกมา “ข้ารู้สึกว่านางหญิงชั่วผู้นั้นเปลี่ยนไปอย่างกับคนละคนเลยทีเดียว”
“เพียงคำไม่กี่คำ นางก็ยอมยกเลิกการแต่งงานแล้ว”
นางเฉียวพูดอย่างช้าๆ ซูหนิงซานไม่ทนรอฟังคำพูดเหล่านั้น “ไม่ใช่ว่าข้าไม่ยินยอม แต่กลับนึกไม่ถึงว่านางจะถีบส่งท่านพี่เหิง เหมือนข้าเก็บของเหลือของนางอย่างเห็นได้ชัด”
“พูดเรื่องนี้ตอนนี้มันจะมีประโยชน์อะไร ถึงอย่างไรก็ตามตอนนี้มันก็เป็นอย่างที่เจ้าต้องการไม่ใช่หรือ”
นางเฉียวกลืนน้ำลายและพูดอย่างค่อยๆ “อีกอย่าง ข้าเองก็ไม่รู้ว่านางหญิงชั่วผู้นั้นทำบุญมาด้วยอะไร ท่านอ๋องถึงได้สนใจนาง ข้าเองก็พลอยถูกลงโทษไปด้วย”
หลังจากเหตุการณ์ครานั้นซูหงเหว่ยได้อธิบายกับนาง ดีแค่ไหนแล้วที่เขาลงมือทำด้วยตัวเอง หากให้เฮยเย่าเป็นคนทำ นางเฉียวเองก็เกรงว่าแม้แต่ชีวิตก็จะหาไม่
ในขณะที่แม่ลูกทั้งสองกำลังคุยกันอยู่นั้น ก็มีสาวใช้นางหนึ่งเดินเข้ามาอย่างเร่งรีบและเอนตัวเข้าไปกระซิบข้างหูนางเฉียวเพียงสองสามประโยค เฉียวซื่อก็ยืนขึ้นด้วยความตื่นเต้นดีใจ “จริงหรือ เจ้าเห็นแน่ชัดหรือไม่”
“หลังจากได้รับคำสั่งจากฮูหยิน พวกบ่าวก็เฝ้าอยู่ที่นั่นทั้งวัน เมื่อครู่ก็เห็นจริงๆนะเจ้าคะ ว่าคุณหนูใหญ่อยู่ด้วยกันกับกับชายผู้หนึ่ง เหมือนว่าชายผู้นั้นจะมาส่งนางกลับจวนเจ้าค่ะ”
สาวใช้รีบตอบกลับ “หากแต่ เพราะชายผู้นั้นยืนหันหลัง บ่าวเองก็ไม่กล้าเข้าไปใกล้ๆ ดังนั้นจึงเห็นไม่ชัดว่าลักษณะเป็นอย่างไรเจ้าค่ะ”
“แค่เห็นก็เพียงพอแล้ว ลักษณะเป็นเช่นไรก็คงไม่จำเป็น”
นางเฉียวดูมีชีวิตชีวาขึ้นมาทันที และไม่คำนึงถึงใบหน้าที่บวมราวกับหัวหมูที่ไม่สามารถไปพบปะผู้คนได้ นางพูดกับซูหนิงซานด้วยหน้าตาที่สดใส “ซานเอ๋อร์ โอกาสในการแก้แค้นของเรามาถึงแล้ว”
HELLOTOOL SDN BHD © 2020 www.webreadapp.com All rights reserved