บทที่ 1 นางโง่จริงๆหรือ

by อี้อี้ 03:17,Mar 13,2022
แคว้นเป่ยปีที่สิบเจ็ด ณ เมืองหลวง

เสียงฟ้าร้องเปรี้ยงปร้างดังขึ้นสนั่นหวั่นไหว พายุลมพัดกระโชกอย่างรุนแรง ทั่วทั้งเมืองถูกปกคลุมไปด้วยเมฆสีดำ

ณ จวนท่านแม่ทัพ

ซูหนิงซีถูกปลุกจากฝันร้าย นางลุกพรวดขึ้นด้วยความตกใจหยาดเหงื่อผุดพรายขึ้นทั่วทั้งร่าง นางกวาดสายตามองรอบๆห้องด้วยสายตาพร่ามัว

ในยามนี้ก็พลบค่ำแล้ว ทว่า ภายในห้องกลับไร้ซึ่งแสงไฟใดๆ

เบื้องหน้านางเป็นภาพที่ขมุกขมัวแต่กลับมองเห็น เครื่องเรือนโบราณที่อยู่ภายในห้อง

ในตอนนี้ได้ยินเพียงเสียงประตูที่ถูกเปิดออก และเห็นเพียงแค่สาวใช้ที่สวมชุดสีเขียวนางหนึ่งเดินเข้ามาด้วยความเร่งรีบ และกล่าวด้วยน้ำเสียงเบาว่า “ตื่นแล้วหรือเจ้าคะคุณหนู”

ทันใดนั้นซูหนิงซีก็ขมวดคิ้วขึ้น

นี่นางทะลุมิติมาเหรอ

ความรู้สึกหนาวเย็นแผ่ซ่านไปทั่วร่างกายของนาง ทำให้นึกถึงเรื่องราวที่ทำให้นางรู้สึกเจ็บปวดใจ ซูหนิงซีเม้มริมฝีปากเล็กน้อย และกล่าวด้วยน้ำเสียงแหบแห้งว่า “หลิ่วเอ๋อร์เหรอ”

“เจ้าค่ะ คุณหนูรู้สึกดีขึ้นบ้างหรือยังเจ้าคะ”

หลิ่วเอ๋อร์ขานรับและเดินเข้ามาด้วยสีหน้าที่กล้ำกลืน ทำให้ซูหนิงซีเกิดความไม่สบายใจขึ้น “คุณหนูเจ้าคะ ข้าน้อยได้ยินมาว่าองค์รัชทายาทเสด็จมาที่จวน แต่ไม่ได้มาเยี่ยมคุณหนู แต่กลับเสด็จไปที่เรือนคุณหนูสาม”

เดิมทีซูหนิงซีนั้นเป็นคู่หมั้นขององค์รัชทายาทไป๋หลีเหิง เพียงแค่รอเวลาถึงเดือนเก้า อายุของซูหนิงซีก็จะครบสิบเจ็ดปีและเมื่อถึงตอนนั้นก็สามารถเข้าพิธีอภิเษกสมรสได้

ทว่า ไป๋หลีเหิงนั้นไม่ยินยอมที่จะอภิเษกกับนาง วันครบรอบพระชนมายุหกสิบชันษาขององค์ไทเฮาในเมื่อวาน เขาได้ประกาศยกเลิกการอภิเษกต่อหน้าทุกคน

ซูหนิงซีรู้สึกอับอายขายหน้าไม่กล้าพบหน้าผู้ใด นางจึงคิดสั้นกระโดดน้ำฆ่าตัวตาย

หลังจากที่ได้ช่วยชีวิตขึ้นมา นางก็หมดสติหลับใหลไปเป็นเวลาหนึ่งวันหนึ่งคืน

ซูหนิงซีนวดขมับเล็กน้อย จากนั้นยื่นมือไปที่หลิ่วเอ๋อร์พลางกล่าวว่า “พาข้าไปพบเขาหน่อย”

“แต่ว่าคุณหนูเจ้าคะ เดิมทีองค์รัชทายาทก็ไม่อยากพบหน้าคุณหนู หากคุณหนูไปตอนนี้ ไม่เพียงแต่จะทำให้องค์รัชทายาทกริ้วโกรธ แต่เกรงว่าจะทำให้นายท่านและฮูหยินไม่พอใจอีกด้วยนะเจ้าคะ”
หลิ่วเอ๋อร์กล่าวโน้มน้าว

หลิ่วเอ๋อร์เป็นสาวใช้ที่ติดตามซูหนิงซีมาเป็นเวลาสิบกว่าปี จงรักภักดีต่อนาง และมักจะคิดเพื่อนางมาโดยเสมอ

ซูหนิงซียิ้มเล็กน้อย “เจ้าวางใจเถอะ ข้ามีแผนการอยู่แล้ว”

สวนป่าไผ่ของซูหนิงซีอยู่ทางเหนือสุดของจวนท่านแม่ทัพ ต้องผ่านสวนหย่งเหมยที่เป็นที่พักของซูหนิงซานก่อน จึงจะถึงห้องโถงใหญ่

อากาศในตอนนี้ไม่ค่อยจะดีนัก ภายในจวนท่านแม่ทัพสว่างไสว่ไปด้วยไฟที่ถูกจุดขึ้น

ในขณะที่ผ่านสวนหย่งเหมย บริเวณรอบๆไร้เงาผู้คน แม้แต่สาวใช้ที่เฝ้าอยู่ด้านนอกก็ไม่มี

นางได้ยินเสียงคลุมเครือดังออกมาจากภายในห้องและอดที่จะยิ้มเยาะไม่ได้ จุดประสงค์ที่ไป๋หลีเหิงมาในคืนนี้ต้องมาพบซูหนิงซานเป็นการส่วนตัวอย่างแน่นอน

ฮึ! ผู้หนึ่งคือคู่หมั้นที่ปฏิเสธการแต่งงานกับนางส่วนอีกผู้หนึ่งคือน้องสาวต่างมารดาของนาง

นางจึงนึกขึ้นได้ถึงเรื่องราวเมื่อวานที่นางคิดสั้นกระโดดลงไปในแม่น้ำยู่เหอเพื่อหลีกหนีออกจากโลกที่โหดร้าย เหตุเพราะไป๋หลีเหิงและซูหนิงซานร่วมกันบีบบังคับงั้นหรือ

การแต่งงานระหว่างนางกับไป๋หลีเหิงนั้นได้ถูกหมั้นหมายกันไว้ตั้งแต่ยังวัยเยาว์ ไป๋หลีเหิงไม่เต็มใจที่จะแต่งงานกับนาง แต่ฮ่องเต้ไม่เห็นด้วยที่จะยกเลิกงานอภิเษก ด้วยเหตุว่าเขารู้สึกละอายใจต่อมารดาของซูหนิงซี เพราะเหตุนั้นไป๋หลีเหิงและซูหนิงซานจึงคิดตั้งใจที่จะฆ่านาง

ร่างกายอันอ่อนนุ่มนี้ ในเวลานี้นางได้ครอบครองร่างนี้แล้ว นางจะไม่ยอมให้ใครมาทำลายไปอย่างแน่นอน

ซูหนิงซีได้พูดกระซิบกับหลิ่วเอ๋อร์สองสามประโยค และเมื่อเห็นหลิ่วเอ๋อร์ออกไปทางประตูด้านหลัง นางก็มุ่งหน้าออกไปยังลานเรือน

วันนี้ซูหงเหว่ยกลับมาเร็ว ในขณะที่เขาและนางเฉียวกำลังพูดถึงเรื่องซูหนิงซานกับไป๋หลีเหิง พวกเขาทั้งสองกำลังมีความสุขกับภาระกิจที่ได้สำเร็จลุล่วง ราวกับว่าพวกเขาลืมไปว่าคนที่เป็นคู่หมั้นของไป๋หลีเหิงนั้นคือซูหนิงซี

เมื่อเขาเห็นซูหนิงซีเดินมา ซูหงเหว่ยรีบปิดปากตัวเองด้วยความอับอาย

อย่างไรก็ตามซูหนิงซีกลับแกล้งเป็นมองไม่เห็น ย่างเท้าเข้ามาอย่างเร่งรีบและพูดกับซูหงเหว่ยด้วยแววตาที่เป็นกังวล “ท่านพ่อ เมื่อครู่ข้าเดินผ่านเรือนของน้องสาม ดูเหมือนว่าจะได้ยินเสียงแปลกๆดังมาจากข้างใน เหมือนจะเป็นเสียงของน้องสามที่ร้องไห้ด้วยความเจ็บปวด

“ท่านพ่อไปดูนางเถอะเจ้าค่ะ”

ซูหงเหว่ยและนางเฉียวมองหน้ากันแล้วพูดว่า “หนิงซี เจ้ามาที่นี่ได้อย่างไร ร่างกายของเจ้าดีขึ้นแล้วหรือ”

ซูหนิงซีไม่ได้ตอบ นางมองไปที่ซูหงเหว่ยพร้อมขมวดคิ้ว “ท่านพ่อ ข้าได้ยินมาว่าองค์รัชทายาทเสด็จมายังจวน หากว่าในจวนเกิดเหตุมีโจรหรือผู้ร้ายก็จะไม่เป็นการดีนะเจ้าคะ

เมื่อได้ยินดังกล่าว ซูหงเหว่ยก็รีบลุกพรวด “ท่านพ่อรีบไปดูเถอะ”
ครั้นคิดว่าไป๋หลีเหิงอยู่ในเรือนของซูหนิงซาน นางเฉียวเกรงว่าจะเกิดอุบัติเหตุขึ้น จึงรีบตามซูหงเหว่ยไป

ทันทีที่เขาเดินออกจากเรือน ก็พบกับท่านหมอที่หลิ่วเอ๋อร์ได้เชิญมาเข้าพอดี

“นี่คือ?”

ซูหงเหว่ยถามด้วยหน้าตาที่งุนงง

ซูหนิงซีเงยหน้าขึ้น นัยน์ตาของนางฉายแววไร้เดียงสา “ท่านพ่อข้าเกรงว่าน้องสามอาจได้รับบาดเจ็บ ข้าจึงสั่งให้หลิ่วเอ๋อร์ไปเชิญท่านหมอมา”

เมื่อเห็นดังนั้น ซูหงเหว่ยก็ไม่รู้จะพูดอย่างไร เพียงแค่หันหลังและเดินมุ่งหน้าไปยังสวนหย่งเหมย

ทันทีที่ถึงทางเข้าสวนหย่งเหมย ก็ได้ยินเสียงแว่วเบาของซูหนิงซานดังมาจากข้างใน

ใบหน้าของซูหงเหว่ยแดง เขายืนลังเลอยู่กับที่ ไม่รู้จะถอยหลังกลับหรือเดินเข้าไปข้างใน

ในเวลานี้ เขารู้สึกอายเป็นอย่างมาก

ในทางกลับกันใบหน้าของซูหนิงซีดูกังวลเป็นอย่างมาก ดวงตาของนางจ้องไปยังซูหงเหว่ย “ท่านพ่อ ท่านได้ยินเหมือนกันหรือไม่ ท่านฟังสิ เสียงของน้องสามดูแปลกมาก เหมือนนางจะรู้สึกเจ็บปวด ให้ท่านหมอรีบเข้าไปดูเถอะเจ้าค่ะ

เขาชำเลืองไปมองซูหนิงซีใบหน้าของนางดูไร้เดียงสาเสมือนว่านางไม่รู้จริงๆว่าเกิดอะไรขึ้นข้างใน แม้ว่าซูหงเหว่ยอยากจะตำหนินาง แต่ก็ไม่รู้จะพูดเช่นไร

นางเฉียวพอใจเป็นอย่างมาก และนางคิดว่าซูหนิงซานก็นับเป็นคนขององค์รัชทายาทแล้ว

แต่ใบหน้าของนางกลับไม่แสดงท่าทีใดๆ นางเพียงแค่เอื้อมมือออกไปดึงแขนของซูหงเหว่ย “นายท่าน องค์รัชทายาทกับซานเอ๋อร์อยู่ข้างใน พวกเรากลับกันเถอะนะเจ้าคะ”

ท่านหมอเองได้ยินเสียงดังนี้ ยังมีอะไรไม่เข้าใจอีกหรือ

ในใจทั้งตื่นเต้นทั้งกังวล เมื่อท่านหมอได้ทราบเรื่องขององค์รัชทายาทกับคุณหนูสามแห่งจวนท่านแม่ทัพแล้ว ก็อยากกลับไปเล่าอวดเพื่อนบ้านในทันที

แต่ก็คิดว่า ตัวเองได้รู้เรื่องที่คลุมเครือเช่นนี้ ท่านแม่ทัพซูคงจะไม่ปล่อยให้มีชีวิตรอดออกไปจากจวนท่านแม่ทัพเป็นแน่

ท่านหมอก้มหน้าลงเหงื่อเม็ดใหญ่ท่วม พร้อมกล่าวอำลา

ซูหงเหว่ยส่งเสียงกระแอมสองครั้ง “ข้าขอขอบใจท่านหมอเป็นอย่างมากที่มาในครานี้ รบกวนท่านกลับไปก่อนเถิด”

พูดจบพรางกวักมือเรียกสาวใช้ที่อยูด้านหลัง

ท่านหมอเดินตามสาวใช้ออกไปด้วยความกลัว

จากนั้นซูหงเหว่ยก็เดินออกไปพร้อมกล่าวกับซูหนิงซีว่า “หนิงซี เจ้าเองก็กลับไปเถอะ ร่างกายเจ้าก็ยังไม่ค่อยจะแข็งแรงดีนัก พักผ่อนรักษาตัวสักสองสามวันแล้วค่อยออกมาเดินเล่น”

“ใช่ เมื่อวานคุณหนูใหญ่เพิ่งจะจมน้ำ พักรักษาตัวสักสองสามวันแล้วจึงค่อยออกจากเรือนเถอะน่ะ”

นางเฉียวพูดคล้อยตาม

พักรักษาตัวสักสองสามวัน....งานแต่งระหว่างนางกับองค์รัชทายาทก็จะกลายเป็นของซูหนิงซาน

“แต่ แต่ว่าน้องสาม....”

ซูหนิงซีหันหลังกลับไปมองในเรือน นัยน์ตาของนางเต็มไปด้วยความกังวลใจ

เขาจะอธิบายเรื่องนี้อย่างไรดี

อย่างไรก็ตามซูหนิงซีก็ยังเป็นห่วงซูหนิงซาน อีกทั้งในสายตาของซูหงเหว่ยก็ยังมองว่าซูหนิงซีเป็นเด็กไร้เดียงสาที่ไม่ทันต่อโลกเสมอมา ในเวลานี้แทนที่เขาจะสงสัยว่าซูหนิงซีได้กระทำการไปโดยเจตนา แต่เขากลับรู้สึกอับอายกับเรื่องนี้มาก

หลังจากลังเลอยู่ชั่วครู่หนึ่ง ซูหงเหว่ยก็ผลักซูหนิงซีเบาๆให้ออกไปด้านนอก “เจ้าอย่าได้กังวลไป ไม่ว่าเรื่องราวจะมากมายเพียงใดก็ยังมีพ่ออยู่ทั้งคน”

เมื่อนางเห็นว่าซูหงเหว่ยผลักนางออกพร้อมปิดประตูเรือนและยืนรอส่งจนนางเดินออกมาไกลแล้ว ซูหนิงซียิ้มเยาะในใจ
นี่หรือบิดาผู้ให้กำเนิดนาง ช่างน่าขำเสียจริง

ซูหนิงซีเดินจากไปโดยไม่แม้แต่หันหลังกลับมามอง หลังจากกลับมายังสวนป่าไผ่พร้อมหลิ่วเอ๋อร์ นางได้กระโดดข้ามกำแพงเรือนตามท่านหมอที่เพิ่งออกไปจากจวนท่านแม่ทัพ

เช้าวันรุ่งขึ้นข่าวลือได้แพร่สะพัดไปทั่วเมืองหลวง

Unduh App untuk lanjut membaca

Daftar Isi

1