บทที่ 10 อืม ไป "จับชู้"
by อี้อี้
14:12,Mar 13,2022
"เห็นกันอยู่ว่าผู้ที่ต่ำช้าคือซูหนิงซี!"
หลังจากเหล่าตระกูลไป๋ได้ยินข่าวลือแพร่สะพัด ซูหนิงซานนางเริ่มทำลายข้าวของพลางแผดเสียงกรีดร้องโดยไม่คำนึงถึงภาพลักษณ์ของนาง "เหิงเกอเกอไม่ต้องการนางแล้วเหตุใดกลับกลายเป็นเช่นนี้!"
"ซูหนิงซีนังแพศยา! เจ้ามันเป็นคนมักใหญ่ใฝ่สูง ต้องการปีนป่ายไต่เต้าเข้าหาเซ่อเจิ้งอ๋อง!"
ยิ่งได้ก่นด่านางยิ่งโกรธเกรี้ยว ใบหน้าของนางบิดเบี้ยวด้วยความโกรธเคือง "นังแพศยาผู้นี้ เพียงแค่ข้าเห็นหน้านางแวบแรก ข้าก็รู้สึกขยะแขยงนางจนเข้าไส้! เหตุใดนางถึงเหนือกว่าข้าอยู่เสมอ?!"
จวบจนวันนี้ แม้นว่านางเฉียวได้แต่งงานและเป็นฮูหยินแห่งสกุลซู แต่ส่วนลึกภายในจิตใจของซูหนิงซานรู้ดีว่าสถานะของนางยังคงต่ำต้อยกว่าซูหนิงซี
นางหนึ่งเป็นบุตรีตามกฎเกณฑ์ อีกนางหนึ่งเป็นบุตรีนอกกฎเกณฑ์และเพิ่งจะมาเป็นบุตรีตามกฎเกณฑ์ในช่วงสามสี่ปีให้หลัง
ภายในใจซูหนิงซานรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ นางไม่ยินดียอมรับสถานะบุตรีนอกกฎเกณฑ์ในช่วงแรกเริ่มเดิมทีของนาง
ในเมืองหลวงนี้ แม้ว่าปัจจุบัน นางและบุตรีของตระกูลอื่นมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน แต่ภายในใจของนางรู้ดี ลับหลังนาง ผู้อื่นต่างก็นินทาว่าร้ายถึงสถานะแรกเกิดของนาง
เปลือกนอกผู้อื่นต่างเป็นมิตรสหายที่ดีกับนาง แต่แท้จริงแล้วผู้อื่นต่างก็เหยียดหยามและเย้ยหยันนาง!
เดิมทีการหมั้นหมายระหว่างซูหนิงซีและไป๋หลี่เหิงทำให้นางอิจฉาริษยาจนแทบคลั่ง ไม่ง่ายเลยกว่าจะช่วงชิงไป๋หลี่เหิงมาได้ แต่ผู้ใดจะคาดคิดว่าในวันนี้ซูหนิงซีกลับมาพลอดรักอยู่กับเซ่อเจิ้งอ๋อง!
เป็นที่ชมชอบของเซ่อเจิ้งอ๋อง ซูหนิงซานมิอาจหาญนึกจินตนาการเสียด้วยซ้ำ
ไม่เพียงแค่นาง แม้นกระทั่งเหล่าสตรีในเมืองหลวง เหล่าสตรีสามัญชน สำหรับไป๋หลี่จิ่นแล้วเกรงว่าส่วนลึกภายในจิตใจของพวกนางต่างมิอาจกล้าคิดเช่นนั้น
บุรุษผู้นั้น หากเพียงแค่ได้พบเห็นผู้คนต่างต้องถอยหนี!
หลังจากนางระบายโทสะ อารมณ์ของซูหนิงซานจึงสงบลง จากนั้นนางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แววตาชั่วร้ายก็ปรากฏขึ้นนัยต์ตาของนาง
.......
เป็นเวลานานกว่าครึ่งเดือน ซูหนิงซีไม่ได้ออกมาเที่ยวเตร่เลย ตลอดทั้งวันนางใช้เวลาอยู่ที่สวนป่าไผ่และรู้สึกว่าตนเองใกล้จะเซื่องซึมเต็มที
นางคิดถึงรสชาติอาหารของหอสือเสิน นางแทบรอไม่ไหวที่จะได้ออกไปเที่ยวเล่น
ทันทีที่มาถึงประตูทางเข้า เผอิญพบกับซูหนิงซานที่กำลังยืนอยู่บริเวณหน้าประตู
โดยไม่รอให้นางเริ่มเอ่ยปาก ซูหนิงซานก็เอ่ยวาจายั่วยุนางอีกครา "ท่านพี่กำลังจะไปไหนหรือเจ้าคะ? รีบร้อนไล่ตามเซ่อเจิ้งอ๋องอยู่หรือเจ้าคะ?"
ซูหนิงซีปรายตามองนางและเพิกเฉยต่อนาง
กับคนประเภทนี้ มิจำเป็นจะต้องสิ้นเปลืองวาจา
ใครจะรู้ ทันทีที่นางหลบไปซ้าย ซูหนิงซานก็เบี่ยงมาซ้าย เมื่อนางหลบไปขวา ซูหนิงซานก็เบี่ยงมาขวา แท้จริงแล้วนางต้องการถ่วงเวลา ใบหน้าของนางประดับด้วยรอยยิ้มยั่วยุ
ซูหนิงซียืนกอดอกพลางเอ่ย "ว่ากันว่าสุนัขที่ดีจะไม่เกะกะขวางทาง ข้าว่าน้องสามดูท่าจะไม่ยอมประพฤติตนเป็นสุนัขที่ดีใช่หรือไม่?"
"ท่านด่าข้าหรือ?"
"เจ้าก็รู้ตัวเองดีนี่ รู้ตัวด้วยว่าข้ากำลังด่าเจ้า"
ซูหนิงซานโกรธจนหน้าถอดสี ซูหนิงซียิ้มพลางชำเลืองมองนาง จากนั้นผลักนางให้หลีกทางและเดินเข้าไปด้านใน
หญิงสาวทำตัวใสซื่อแต่ร้ายลึกอย่างนาง อย่างมากก็ทำได้เพียงตามรังควานไปวันๆเท่านั้น ไหนจำเป็นจะต้องเสียอารมณ์เพราะนางด้วยเล่า
หลังจากผ่านศึกสงครามกับซูหนิงซาน ทันใดนั้นนางรู้สึกมีกําลังวังชาขึ้นมาทันใด!
ก่อนหน้านี้นางเคยมาหอสือเสินอยู่หลายครา ได้ยินว่าความหลากหลายของรสอาหาร เถ้าแก่ของหอได้คิดค้นขึ้นเอง ดังนั้นเถ้าแก่หลังม่านผู้นี้อาจจะเป็นเพื่อนร่วมสมัยของนางก็เป็นได้
นางมาหอสือเสินก็ตั้งหลายครา ทว่ากลับไม่เคยพบหน้าเถ้าแก่เลย ภายในใจของซูหนิงซีรู้สึกคันยุบยิบ สำหรับเรื่องของคนผู้นี้ที่ข้ามภพมาด้วยกัน นางเริ่มอยากรู้อยากเห็นมากยิ่งขึ้นเสียแล้ว
กระทั่งยามอู่[1]ของวันนี้ ในที่สุดซูหนิงซีก็ได้พบกับเถ้าแก่ผู้ลึกลับ
หลังจากนางสั่งอาหาร ซูหนิงซีเดินออกจากห้องอาหารส่วนตัวของนาง ตั้งใจว่าจะเข้าห้องสุขาทำธุระเสียหน่อย ชายผู้หนึ่งเดินผ่านมาพร้อมรอยยิ้ม ชายผู้นั้นสบสายตากับซูหนิงซีพลางพยักหน้าอย่างเป็นมิตรและเดินเข้าไปในโรงครัวของหอสือเสินพร้อมกับเอ่ยว่า "หากวันนี้อาหารไม่สดใหม่ ข้าจะจับพวกเจ้าโยนลงแม่น้ำปล่อยให้เป็นอาหารปลาเสีย!"
เมื่อได้ยินคำกล่าวเช่นนี้ ซูหนิงซีรู้สึกคุ้นหูเป็นอย่างมาก
เมื่อนานมาแล้ว สหายสนิทของนางมักเอ่ยคำพูดเช่นนี้ "จับเจ้าโยนลงแม่น้ำปล่อยให้เจ้ากลายเป็นอาหารปลาเสีย"
ครั้นเมื่อนางนึกเรื่องราวนี้ นางก็เกรงว่านางอาจจะไม่ได้พบหน้าเขาอีก
ชั่วขณะหนึ่งซูหนิงซีรู้สึกเศร้าหมอง โดยไม่รู้ตัวนางก้าวเท้าเดินตามหยางจิ้งเอินเข้าไปในโรงครัว
ในโรงครัว พ่อครัวหลายคนต่างยืนตัวตรงและฟังคำเอ่ยเตือนจากหยางจิ้งเอิน รอบข้างมีบ่าวทั้งชายและหญิงคอยปัด กวาด เช็ดถู ต่างส่งสายตาชื่นชมมองไปทางด้านหยางจิ้งเอิน
หลังจากกำชับหน้าที่พ่อครัวแล้ว หยางจิ้งเอินหันศีรษะมองซูหนิงซีที่ยังคงยืนนิ่งงันด้วยใบหน้าเหม่อลอย ระหว่างคิ้วมีรอยย่นเล็กน้อย จากนั้นรอยยิ้มที่เป็นดั่งภาพวาดได้ปรากฏบนใบหน้าของเขา "ไม่ทราบว่าแม่นางผู้นี้ เหตุใดจึงมาปรากฏตัวภายในโรงครัวของพวกข้า ท่านหลงทางหรือ?"
"เปล่าเสียหน่อย"
เมื่อฟื้นคืนสติ ซูหนิงซีส่ายศีรษะทันใด จากนั้นนางเอ่ยด้วยท่าทีกระตือรือร้น "ข้ามาหาท่าน"
"มาหาข้างั้นหรือ?"
หยางจิ้งเอินแสดงท่าทีอยากรู้ "มาหาข้ามีธุระเรื่องใด?"
ฉับพลันซูหนิงซีขยับเข้าใกล้หยางจิ้งเอินและเอ่ยร้องทำนองเพลงด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา "อีกฝากโน้นของภูเขา มีกลุ่มสเมิร์ฟอยู่อีกฟากหนึ่งของทะเล.."
"พวกเขาร่าเริงสดใสอีกทั้งยังเฉลียวฉลาด"
โดยไม่รู้ตัวหยางจิ้งเอินตอบรับประโยคและทำนองเพลงคุ้นหูก็ดังออกจากริมฝีปากของเขา ชั่วขณะหนึ่งหยางจิ้งเอินและซูหนิงซีต่างตะลึงงัน นางและเขามองหน้ากันทั้งน้ำตา
ไม่คาดคิดเลยว่าหยางจิ้งเอินจะตอบรับคำพูดของนาง ซูหนิงซีน้ำตาคลอพลางมองเขา ราวกับว่านางกำลังมองญาติสนิทมิตรสหายของนาง!
หยางจิ้งเอินเองก็ไม่อยากจะเชื่อเช่นกัน ดวงตาคู่นั้นเบิกกว้างมองซูหนิงซี "เจ้า...."
"ญาติของข้า!"
ซูหนิงซีปาดน้ำตา "เราไปหาสถานที่อื่นพูดคุยกันดีหรือไม่?"
"ได้ ตกลง"
หยางจิ้งเอินทั้งตื่นเต้นและตื่นตัว เขาเดินนำไปยังห้องส่วนตัวบนชั้นสามพร้อมกับซูหนิงซีที่เดินเคียงบ่าเคียงไหล่ไปด้วยกัน
ซูหนิงซีได้พบเพื่อนร่วมสมัยของนาง นางยังคงรู้สึกตื่นเต้นและตื้นตัน แต่นางกลับไม่รู้ตัวเลยว่าเมื่อครู่นี้เรื่องระหว่างนางและหยางจิ้งเอินเดินเคียงข้างกันอย่างสนิทสนมได้แพร่สะพัดไปถึงหูของไป๋หลีจิ่นแล้ว มิจำเป็นต้องครุ่นคิดสิ่งใดให้มากความก็ตรงไปยังหอสือเสินในทันที
อืม ไป "จับชู้"
ซูหนิงซีและหยางจิ้งเอินต่างพูดคุยกันอย่างเปิดอกด้วยความดีใจ เพราะทั้งสองได้พบเจอคนบ้านเดียวกัน นางดื่มเหล้าไปสองสามจอกอย่างอดมิได้ เมื่อเหล้าเข้าปากซูหนิงซีก็เริ่มเล่าความเป็นมาทั้งหมดให้หยางจิ้งเอินได้รับฟัง
เล่าถึงเรื่องชีวิตอันขื่นขมของหญิงสาวที่นางได้ข้ามภพมาเข้าร่าง คนในตระกูลนี้เลวร้ายเพียงใด องค์รัชทายาทปฏิบัติต่อนางเยี่ยงไร เมื่อได้ยินหยางจิ้งเอินแสดงความเห็นอกเห็นใจ น้ำมูกน้ำตาของนางไหลหลากในทันที
หยางจิ้งเอินตบแผงอกพร้อมกล่าวว่า "หนิงซี เจ้าวางใจเถอะ ต่อจากวันนี้ไปข้าจะคอยปกป้องเจ้าเอง!"
"ในเมืองหลวงนี้ แม้ว่าข้าจะไม่ได้มีอํานาจบาตรใหญ่ แต่ข้าพอจะมีพี่น้องคอยช่วยเหลือ"
เวลาไม่เกินหนึ่งชั่วยาม ทั้งคู่ต่างกลายเป็นสหายสนิท...
หยางจิ้งเอินยื่นข้อเสนอให้ซูหนิงซีร่วมลงทุนในหอสือเสินโดยที่นางมิต้องจ่ายค่าลงทุนใด ในทุกเดือนจะมีเงินปันผลให้นางร้อยละสามสิบเจ็ด
"ข้าไม่อนุญาต"
ซูหนิงซีไม่ทันเอ่ยตอบ ฉับพลันน้ำเสียงเย็นเยียบก็ดังจากทางประตู
หยางจิ้นเอินดื่มจนวิงเวียนศีรษะ เมื่อเห็นว่ามีผู้บุกรุกเข้ามาโดยไม่เคาะประตู เขาจึงยืนขึ้นด้วยท่าทีอุกอาจ "เหตุใดเจ้าจึงไม่อนุญาต?"
แม้ว่าซูหนิงซีจะเวียนศีรษะอยู่บ้าง แต่นางก็มิได้คออ่อนถึงเพียงนั้น เมื่อนางตั้งสติแล้วมองภาพตรงหน้าอย่างชัดเจน นางเบิกตากว้างด้วยความตะลึงงัน
นางห้ามปรามหยางจิ้งเอินอย่างรีบร้อน ยกมือขึ้นและตบแขนเขา "จิ้งเอิน ท่านไม่ต้องพูดแล้ว"
"จิ้งเอิน?"
แววตาเย็นเยียบของไป๋หลีจิ่นมองร่างหยางจิ้งเอิน สายตากวาดมองไปยังแขนของหยางจิ้งเอินที่ซูหนิงซีกำลังสัมผัส นัยต์ตาลึกล้ำสุดจะหยั่ง "ก่อนหน้านี้ไม่กี่วัน เจ้าบอกกับข้าว่าชายหญิงมิสามารถสนิทสนมกันได้ แต่ตอนนี้ในสายตาของข้า ดูเหมือนว่าพวกเจ้าสนิทสนทกันอย่างมาก!"
เมื่อเอ่ยจบ นางสบสายตาคู่นั้นของไป๋หลีจิ่น ซูหนิงซีรู้เพียงว่าในขณะนี้ร่างกายของนางเย็นยะเยือก....
[1] ยามอู่หมายถึงช่วงเวลาเที่ยงวัน
หลังจากเหล่าตระกูลไป๋ได้ยินข่าวลือแพร่สะพัด ซูหนิงซานนางเริ่มทำลายข้าวของพลางแผดเสียงกรีดร้องโดยไม่คำนึงถึงภาพลักษณ์ของนาง "เหิงเกอเกอไม่ต้องการนางแล้วเหตุใดกลับกลายเป็นเช่นนี้!"
"ซูหนิงซีนังแพศยา! เจ้ามันเป็นคนมักใหญ่ใฝ่สูง ต้องการปีนป่ายไต่เต้าเข้าหาเซ่อเจิ้งอ๋อง!"
ยิ่งได้ก่นด่านางยิ่งโกรธเกรี้ยว ใบหน้าของนางบิดเบี้ยวด้วยความโกรธเคือง "นังแพศยาผู้นี้ เพียงแค่ข้าเห็นหน้านางแวบแรก ข้าก็รู้สึกขยะแขยงนางจนเข้าไส้! เหตุใดนางถึงเหนือกว่าข้าอยู่เสมอ?!"
จวบจนวันนี้ แม้นว่านางเฉียวได้แต่งงานและเป็นฮูหยินแห่งสกุลซู แต่ส่วนลึกภายในจิตใจของซูหนิงซานรู้ดีว่าสถานะของนางยังคงต่ำต้อยกว่าซูหนิงซี
นางหนึ่งเป็นบุตรีตามกฎเกณฑ์ อีกนางหนึ่งเป็นบุตรีนอกกฎเกณฑ์และเพิ่งจะมาเป็นบุตรีตามกฎเกณฑ์ในช่วงสามสี่ปีให้หลัง
ภายในใจซูหนิงซานรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ นางไม่ยินดียอมรับสถานะบุตรีนอกกฎเกณฑ์ในช่วงแรกเริ่มเดิมทีของนาง
ในเมืองหลวงนี้ แม้ว่าปัจจุบัน นางและบุตรีของตระกูลอื่นมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน แต่ภายในใจของนางรู้ดี ลับหลังนาง ผู้อื่นต่างก็นินทาว่าร้ายถึงสถานะแรกเกิดของนาง
เปลือกนอกผู้อื่นต่างเป็นมิตรสหายที่ดีกับนาง แต่แท้จริงแล้วผู้อื่นต่างก็เหยียดหยามและเย้ยหยันนาง!
เดิมทีการหมั้นหมายระหว่างซูหนิงซีและไป๋หลี่เหิงทำให้นางอิจฉาริษยาจนแทบคลั่ง ไม่ง่ายเลยกว่าจะช่วงชิงไป๋หลี่เหิงมาได้ แต่ผู้ใดจะคาดคิดว่าในวันนี้ซูหนิงซีกลับมาพลอดรักอยู่กับเซ่อเจิ้งอ๋อง!
เป็นที่ชมชอบของเซ่อเจิ้งอ๋อง ซูหนิงซานมิอาจหาญนึกจินตนาการเสียด้วยซ้ำ
ไม่เพียงแค่นาง แม้นกระทั่งเหล่าสตรีในเมืองหลวง เหล่าสตรีสามัญชน สำหรับไป๋หลี่จิ่นแล้วเกรงว่าส่วนลึกภายในจิตใจของพวกนางต่างมิอาจกล้าคิดเช่นนั้น
บุรุษผู้นั้น หากเพียงแค่ได้พบเห็นผู้คนต่างต้องถอยหนี!
หลังจากนางระบายโทสะ อารมณ์ของซูหนิงซานจึงสงบลง จากนั้นนางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แววตาชั่วร้ายก็ปรากฏขึ้นนัยต์ตาของนาง
.......
เป็นเวลานานกว่าครึ่งเดือน ซูหนิงซีไม่ได้ออกมาเที่ยวเตร่เลย ตลอดทั้งวันนางใช้เวลาอยู่ที่สวนป่าไผ่และรู้สึกว่าตนเองใกล้จะเซื่องซึมเต็มที
นางคิดถึงรสชาติอาหารของหอสือเสิน นางแทบรอไม่ไหวที่จะได้ออกไปเที่ยวเล่น
ทันทีที่มาถึงประตูทางเข้า เผอิญพบกับซูหนิงซานที่กำลังยืนอยู่บริเวณหน้าประตู
โดยไม่รอให้นางเริ่มเอ่ยปาก ซูหนิงซานก็เอ่ยวาจายั่วยุนางอีกครา "ท่านพี่กำลังจะไปไหนหรือเจ้าคะ? รีบร้อนไล่ตามเซ่อเจิ้งอ๋องอยู่หรือเจ้าคะ?"
ซูหนิงซีปรายตามองนางและเพิกเฉยต่อนาง
กับคนประเภทนี้ มิจำเป็นจะต้องสิ้นเปลืองวาจา
ใครจะรู้ ทันทีที่นางหลบไปซ้าย ซูหนิงซานก็เบี่ยงมาซ้าย เมื่อนางหลบไปขวา ซูหนิงซานก็เบี่ยงมาขวา แท้จริงแล้วนางต้องการถ่วงเวลา ใบหน้าของนางประดับด้วยรอยยิ้มยั่วยุ
ซูหนิงซียืนกอดอกพลางเอ่ย "ว่ากันว่าสุนัขที่ดีจะไม่เกะกะขวางทาง ข้าว่าน้องสามดูท่าจะไม่ยอมประพฤติตนเป็นสุนัขที่ดีใช่หรือไม่?"
"ท่านด่าข้าหรือ?"
"เจ้าก็รู้ตัวเองดีนี่ รู้ตัวด้วยว่าข้ากำลังด่าเจ้า"
ซูหนิงซานโกรธจนหน้าถอดสี ซูหนิงซียิ้มพลางชำเลืองมองนาง จากนั้นผลักนางให้หลีกทางและเดินเข้าไปด้านใน
หญิงสาวทำตัวใสซื่อแต่ร้ายลึกอย่างนาง อย่างมากก็ทำได้เพียงตามรังควานไปวันๆเท่านั้น ไหนจำเป็นจะต้องเสียอารมณ์เพราะนางด้วยเล่า
หลังจากผ่านศึกสงครามกับซูหนิงซาน ทันใดนั้นนางรู้สึกมีกําลังวังชาขึ้นมาทันใด!
ก่อนหน้านี้นางเคยมาหอสือเสินอยู่หลายครา ได้ยินว่าความหลากหลายของรสอาหาร เถ้าแก่ของหอได้คิดค้นขึ้นเอง ดังนั้นเถ้าแก่หลังม่านผู้นี้อาจจะเป็นเพื่อนร่วมสมัยของนางก็เป็นได้
นางมาหอสือเสินก็ตั้งหลายครา ทว่ากลับไม่เคยพบหน้าเถ้าแก่เลย ภายในใจของซูหนิงซีรู้สึกคันยุบยิบ สำหรับเรื่องของคนผู้นี้ที่ข้ามภพมาด้วยกัน นางเริ่มอยากรู้อยากเห็นมากยิ่งขึ้นเสียแล้ว
กระทั่งยามอู่[1]ของวันนี้ ในที่สุดซูหนิงซีก็ได้พบกับเถ้าแก่ผู้ลึกลับ
หลังจากนางสั่งอาหาร ซูหนิงซีเดินออกจากห้องอาหารส่วนตัวของนาง ตั้งใจว่าจะเข้าห้องสุขาทำธุระเสียหน่อย ชายผู้หนึ่งเดินผ่านมาพร้อมรอยยิ้ม ชายผู้นั้นสบสายตากับซูหนิงซีพลางพยักหน้าอย่างเป็นมิตรและเดินเข้าไปในโรงครัวของหอสือเสินพร้อมกับเอ่ยว่า "หากวันนี้อาหารไม่สดใหม่ ข้าจะจับพวกเจ้าโยนลงแม่น้ำปล่อยให้เป็นอาหารปลาเสีย!"
เมื่อได้ยินคำกล่าวเช่นนี้ ซูหนิงซีรู้สึกคุ้นหูเป็นอย่างมาก
เมื่อนานมาแล้ว สหายสนิทของนางมักเอ่ยคำพูดเช่นนี้ "จับเจ้าโยนลงแม่น้ำปล่อยให้เจ้ากลายเป็นอาหารปลาเสีย"
ครั้นเมื่อนางนึกเรื่องราวนี้ นางก็เกรงว่านางอาจจะไม่ได้พบหน้าเขาอีก
ชั่วขณะหนึ่งซูหนิงซีรู้สึกเศร้าหมอง โดยไม่รู้ตัวนางก้าวเท้าเดินตามหยางจิ้งเอินเข้าไปในโรงครัว
ในโรงครัว พ่อครัวหลายคนต่างยืนตัวตรงและฟังคำเอ่ยเตือนจากหยางจิ้งเอิน รอบข้างมีบ่าวทั้งชายและหญิงคอยปัด กวาด เช็ดถู ต่างส่งสายตาชื่นชมมองไปทางด้านหยางจิ้งเอิน
หลังจากกำชับหน้าที่พ่อครัวแล้ว หยางจิ้งเอินหันศีรษะมองซูหนิงซีที่ยังคงยืนนิ่งงันด้วยใบหน้าเหม่อลอย ระหว่างคิ้วมีรอยย่นเล็กน้อย จากนั้นรอยยิ้มที่เป็นดั่งภาพวาดได้ปรากฏบนใบหน้าของเขา "ไม่ทราบว่าแม่นางผู้นี้ เหตุใดจึงมาปรากฏตัวภายในโรงครัวของพวกข้า ท่านหลงทางหรือ?"
"เปล่าเสียหน่อย"
เมื่อฟื้นคืนสติ ซูหนิงซีส่ายศีรษะทันใด จากนั้นนางเอ่ยด้วยท่าทีกระตือรือร้น "ข้ามาหาท่าน"
"มาหาข้างั้นหรือ?"
หยางจิ้งเอินแสดงท่าทีอยากรู้ "มาหาข้ามีธุระเรื่องใด?"
ฉับพลันซูหนิงซีขยับเข้าใกล้หยางจิ้งเอินและเอ่ยร้องทำนองเพลงด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา "อีกฝากโน้นของภูเขา มีกลุ่มสเมิร์ฟอยู่อีกฟากหนึ่งของทะเล.."
"พวกเขาร่าเริงสดใสอีกทั้งยังเฉลียวฉลาด"
โดยไม่รู้ตัวหยางจิ้งเอินตอบรับประโยคและทำนองเพลงคุ้นหูก็ดังออกจากริมฝีปากของเขา ชั่วขณะหนึ่งหยางจิ้งเอินและซูหนิงซีต่างตะลึงงัน นางและเขามองหน้ากันทั้งน้ำตา
ไม่คาดคิดเลยว่าหยางจิ้งเอินจะตอบรับคำพูดของนาง ซูหนิงซีน้ำตาคลอพลางมองเขา ราวกับว่านางกำลังมองญาติสนิทมิตรสหายของนาง!
หยางจิ้งเอินเองก็ไม่อยากจะเชื่อเช่นกัน ดวงตาคู่นั้นเบิกกว้างมองซูหนิงซี "เจ้า...."
"ญาติของข้า!"
ซูหนิงซีปาดน้ำตา "เราไปหาสถานที่อื่นพูดคุยกันดีหรือไม่?"
"ได้ ตกลง"
หยางจิ้งเอินทั้งตื่นเต้นและตื่นตัว เขาเดินนำไปยังห้องส่วนตัวบนชั้นสามพร้อมกับซูหนิงซีที่เดินเคียงบ่าเคียงไหล่ไปด้วยกัน
ซูหนิงซีได้พบเพื่อนร่วมสมัยของนาง นางยังคงรู้สึกตื่นเต้นและตื้นตัน แต่นางกลับไม่รู้ตัวเลยว่าเมื่อครู่นี้เรื่องระหว่างนางและหยางจิ้งเอินเดินเคียงข้างกันอย่างสนิทสนมได้แพร่สะพัดไปถึงหูของไป๋หลีจิ่นแล้ว มิจำเป็นต้องครุ่นคิดสิ่งใดให้มากความก็ตรงไปยังหอสือเสินในทันที
อืม ไป "จับชู้"
ซูหนิงซีและหยางจิ้งเอินต่างพูดคุยกันอย่างเปิดอกด้วยความดีใจ เพราะทั้งสองได้พบเจอคนบ้านเดียวกัน นางดื่มเหล้าไปสองสามจอกอย่างอดมิได้ เมื่อเหล้าเข้าปากซูหนิงซีก็เริ่มเล่าความเป็นมาทั้งหมดให้หยางจิ้งเอินได้รับฟัง
เล่าถึงเรื่องชีวิตอันขื่นขมของหญิงสาวที่นางได้ข้ามภพมาเข้าร่าง คนในตระกูลนี้เลวร้ายเพียงใด องค์รัชทายาทปฏิบัติต่อนางเยี่ยงไร เมื่อได้ยินหยางจิ้งเอินแสดงความเห็นอกเห็นใจ น้ำมูกน้ำตาของนางไหลหลากในทันที
หยางจิ้งเอินตบแผงอกพร้อมกล่าวว่า "หนิงซี เจ้าวางใจเถอะ ต่อจากวันนี้ไปข้าจะคอยปกป้องเจ้าเอง!"
"ในเมืองหลวงนี้ แม้ว่าข้าจะไม่ได้มีอํานาจบาตรใหญ่ แต่ข้าพอจะมีพี่น้องคอยช่วยเหลือ"
เวลาไม่เกินหนึ่งชั่วยาม ทั้งคู่ต่างกลายเป็นสหายสนิท...
หยางจิ้งเอินยื่นข้อเสนอให้ซูหนิงซีร่วมลงทุนในหอสือเสินโดยที่นางมิต้องจ่ายค่าลงทุนใด ในทุกเดือนจะมีเงินปันผลให้นางร้อยละสามสิบเจ็ด
"ข้าไม่อนุญาต"
ซูหนิงซีไม่ทันเอ่ยตอบ ฉับพลันน้ำเสียงเย็นเยียบก็ดังจากทางประตู
หยางจิ้นเอินดื่มจนวิงเวียนศีรษะ เมื่อเห็นว่ามีผู้บุกรุกเข้ามาโดยไม่เคาะประตู เขาจึงยืนขึ้นด้วยท่าทีอุกอาจ "เหตุใดเจ้าจึงไม่อนุญาต?"
แม้ว่าซูหนิงซีจะเวียนศีรษะอยู่บ้าง แต่นางก็มิได้คออ่อนถึงเพียงนั้น เมื่อนางตั้งสติแล้วมองภาพตรงหน้าอย่างชัดเจน นางเบิกตากว้างด้วยความตะลึงงัน
นางห้ามปรามหยางจิ้งเอินอย่างรีบร้อน ยกมือขึ้นและตบแขนเขา "จิ้งเอิน ท่านไม่ต้องพูดแล้ว"
"จิ้งเอิน?"
แววตาเย็นเยียบของไป๋หลีจิ่นมองร่างหยางจิ้งเอิน สายตากวาดมองไปยังแขนของหยางจิ้งเอินที่ซูหนิงซีกำลังสัมผัส นัยต์ตาลึกล้ำสุดจะหยั่ง "ก่อนหน้านี้ไม่กี่วัน เจ้าบอกกับข้าว่าชายหญิงมิสามารถสนิทสนมกันได้ แต่ตอนนี้ในสายตาของข้า ดูเหมือนว่าพวกเจ้าสนิทสนทกันอย่างมาก!"
เมื่อเอ่ยจบ นางสบสายตาคู่นั้นของไป๋หลีจิ่น ซูหนิงซีรู้เพียงว่าในขณะนี้ร่างกายของนางเย็นยะเยือก....
[1] ยามอู่หมายถึงช่วงเวลาเที่ยงวัน
HELLOTOOL SDN BHD © 2020 www.webreadapp.com All rights reserved